วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ต้อนรับ "ศัตรู" อย่างแขกคนสำคัญ !



ประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่น่าจดจำของ ลี กา ชิง
เหตุไฉนเขาจึงต้องต้อนรับ"คนที่เอาเปรียบตนมาตลอด"แบบ"แขกคนสำคัญ"
แล้วยังนำมาเป็นเรื่องราวในการสอนคนรุ่นต่อๆไป
ตอน ลี กา ชิง เริ่มทำธุรกิจใหม่ๆในฮ่องกง 
ได้มีการติดต่อขายเม็ดพลาสติกให้กับผู้นำเข้ารายหนึ่งในอังกฤษ 
ฝั่งนั้นเห็นว่านายลีอายุยังน้อย เป็นบริษัทเล็กๆ 
ไม่รู้เรื่องกฏเกณฑ์ต่างๆ หากรู้ก็ไม่มีอำนาจต่อรอง 
เลยหลอกนายลีว่า ด้วยกฏระเบียบของกรมศุลกากรที่นั่น 
สินค้าเกี่ยวกับพลาสติกเคมีทั้งหลายที่ส่งไปนั้น จะถูกเรียกเก็บเงินประกัน
โดยกรมศุลกากรเป็นจำนวนเงิน 30% ของราคาสินค้า
 เงินจะได้คืนจากกรมศุลกากรเมื่อ
ได้รับการอนุมัติหลังจากมีการพิสูจน์บางอย่างเรียบร้อยแล้ว
ลี กา ชิง รู้ว่านี่คือกลอุบายที่จะหลอกเก็บกักเงินของตนของผู้ซื้อ 
แต่ตนก็ไม่มีทางเลือกมากนัก 
แม้นกระนั้นก็ยังพอมีกำไรเหลือบ้างเล็กน้อย เลยต้องสงบปากสงบคำ 
รับข้อเสนอของฝั่งนั้นไปก่อน รอเวลาให้ตนค่อยๆเติบโตขึ้น

เมื่อพ่อค้าฝั่งอังกฤษเห็นว่านายลีข่มได้ง่าย เป็นไอ้โง่ในสายตาเขา 
นับจากปี 1950 ถึง 1957 รวม 7 ปีเต็ม 
เงินค่าประกันสักแดงก็ไม่เคยคืนมาให้นายลี 
หากรวมยอดเงินทั้งหมดที่โดนค้างชำระ 
ยังมากกว่าเงินทุนในบริษัทตนหลายเท่า 
เป็นภาระอันหนักหน่วงมากๆสำหรับบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานอย่างของเขา
ทนจนทนไม่ไหว ลี กา ชิง จึงต้องยื่นคำขาด หลังจากนี้อีก 6 เดือน 
จะไม่รับใบสั่งซื้อแบบนี้อีก 
พอจดหมายส่งออกไป ทางฝ่ายผู้สั่งซื้อในอังกฤษ
จึงได้ค่อยๆทยอยคืนเงินที่คั่งค้างไว้จนหมดในที่สุด 
แม้จะได้เงินคืนจนครบ แต่ความแค้นก็ยังสะส มอยู่ในใจ 
เพราะเจ็ดปีที่ผ่านมานั้น ตนเองยากลำบากมากๆในการแบกภาระเงินก้อนใหญ่จำนวนนี้

แต่ ลี กา ชิง ก็ไม่ได้คิดจะแก้แค้นใดๆ ก็แค่ตั้งหน้าตั้งตาทำการค้าขายของตนเองต่อไป 
แต่ค่อยๆตีตัวออกห่างจากบริษัทนี้ จนในที่สุดก็ไม่มีอะไรติดต่อกันอีก 
หลังจากนั้นอีกหลายสิบปี นายลีก็ได้รับจดหมายจากอังกฤษฉบับหนึ่ง
เจ้าของจดหมายบอกว่า ตนเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ 
เห็นชื่อมหาเศรษฐีชาวฮ่องกงนามว่า Mr. Li Ka Shing 
ก็เลยสงสัยว่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่เคยค้าขายกับตนเมื่อสมัยก่อนหรือเปล่า ถ้าใช่ 
เขาอยากมาพบนายลีอีกสักครั้งในฮ่องกง แต่เพราะตนอายุมากแล้ว 
ฐานะความเป็นอยู่ก็ค่อนข้างลำบากในตอนนี้ 
หวังว่านายลีจะช่วยอนุเคราะห์ค่าเดินทางให้เขา
หลังจากได้รับจดหมาย นายลีหวนคิดถึงชาวอังกฤษผู้ที่ทำให้ตนต้องทุกข์อยู่หลายปี 
ในใจก็คิดว่า เอ้า ไหนๆก็ไหนๆ อยากเจอหน้ากันก็มาเลย 
จะได้ถือโอกาสระบายความเคืองแค้นในอดีตให้ฟังกันหน่อย

ตามปกติ การต้อนรับแขกที่มาจากแดนไกล 
นายลีจะจัดการซื้อตั๋วเครื่องบินชั้นหนึ่งส่งไปให้แขก จัดการให้อยู่โรงแรมห้าดาว 
เมื่อต้อนรับแขกเข้าสู่โรงแรม ดอกไม้ แชมเปญก็ถูกส่งเข้าไปแสดงการต้อนรับทันที 
แต่สำหรับแขกที่เหมือนศัตรูรายนี้ เขายังไม่หายแค้น เลยสั่งเลขาว่า 
ไปรับจากสนามบินแล้วส่งเข้าโรงแรมก็พอ

แล้วก็ถึงเวลาที่ทั้งสองได้เจอหน้ากัน คนที่เคยรังแก เอาเปรียบตนสารพัด 
บัดนี้กลายเป็นคนแก่ที่ทรุดโทรมหลังค่อมแบบหมดสภาพ สายตาย่ำแย่ 
แม้จะเดินก็แทบจะเดินไม่ไหว
คำพูดที่นายลีเตรียมจะต่อว่าเมื่อเจอหน้า 
"เจ็ดปีนั้นคุณทำเอาผมทุกข์ระทมสุดบรรยาย" หดหายไปทันที 
ความรู้สึกของความเครียดแค้นกลับกลายเป็นความสงสารกับสภาพที่พบเจอ 
นายลีเล่าว่า "ฝั่งนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก กระสับกระส่าย พูดอะไรไม่ออกสักคำ 
ผมก็ตกใจมาก ไม่คิดว่าคนที่เคยวางมาดใหญ่คับฟ้า เอาเปรียบรังแกผมมาตลอด 
จะกลายสภาพเป็นแบบนี้
ผมรีบเข้าไปประคองเขา ผมก็จุกอกจนพูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน 
หลังจากที่เจอกันแล้ว ผมก็เลยกำชับเลขาให้ส่งแชมเปญและผลไม้เข้าไปให้เขา"

หลังจากนั้นหลายปี หากถูกถามถึงเรื่องนี้ 
อะไรทำให้เขาเปลี่ยนใจไปต้อนรับ "ศัตรู" แบบ "แขกคนสำคัญ" 
นายลีแค่ตอบด้วยคำพูดเสียงเบาๆว่า "เห็นเขาย่ำแย่สุดจะบรรยาย แต่เรากลับสบายดี 
ทำใจไม่ได้ที่จะไปซ้ำเติมเขา เห็นบอกว่า หลังจากกลับไปแล้ว ปีถัดมาเขาก็เสียชีวิตไป"

เขา-ทำธุรกิจแบบเอาเปรียบและไร้จรรยาบรรณ-สุดท้ายก็กลายเป็นคนน่าเวทนา
ผม-ทำธุรกิจด้วยความอดทนและอดกลั้น-ปัจจุบันอยู่ในสภาพดี

ลี กา ชิง บอกว่า นี่คือผลตอบแทนต่อการกระทำของตัวเราเองสู่ตัวเราเอง มันยุติธรรมแล้ว
บุคคลท่านนี้ถูกนายลีนำไปเป็นตัวอย่างด้านลบในการสั่งสอนคนในครอบครัว
และพนักงานในองค์กร เป็นคนต้องมีศีลธรรม จงเชื่อมั่นว่า คนเราทำดีต้องได้ดีตอบ 
หากทำชั่วบาปกรรมจะติดตัว เราทำอะไรก็ตาม ฟ้าจะเห็นหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ 
แต่คนด้วยกันเห็นแน่นอน สุดท้ายแล้ว ทุกคนก็จะรู้ว่า คุณเป็นคนแบบไหน 
คุณทำตัวอย่างไร คุณก็จะได้ผลตอบแทนเช่นนั้นบนเส้นทางชีวิตของคุณเอง


ขอบคุณข้อมูล : "ขจรศักดิ์" แปลและเรียบเรียง
8/7/17



วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เรื่องฝากจากนักเดินทาง i-mobile Stadium Buriram Standard !



           
  i-Mobile Stadium หรือ  Thunder Castle Stadium 
สนามฟุตบอล 1 สนาม  !
เกิดการปฏิวัติวงการฟุตบอลในเมืองไทย จากหน้าเท้า เป็นฝ่ามือ!
เกิดพลวัตในหลายมิติ กับ บุรีรัมย์
จังหวัดภาคอิสานแสนธรรมดาที่ไม่อยู่ในสายตาของผู้คน!

            โดยการบุกเบิกของอดีตนักการเมืองหัวธุรกิจ  
            i-Mobile Stadium  สนามพุตบอลมาตรฐาน FIFA 
ของสโมสรฟุตบอล Buriram United เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อปี 2554

            ได้ปฏิวัติวงการฟุตบอลของเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างคือ มืออาชีพ!

            นักฟุตบอล  ไม่ใช่นักมวย! การเล่นฟุตบอลไม่ใช่จบด้วยการต่อยตี!
ไร้วุฒิภาวะ ! อีกต่อไป!
ภาพลักษณ์ของนักฟุตบอล คือ นักกีฬาอาชีพ
คือ ความเป็นสุภาพบุรุษ มีวุฒิภาวะ มีวินัย เคารพกติกา !
และความทุ่มเทในการฝึกฝนเพื่อสร้างคุณค่า
ให้ตัวเองด้วยความสามารถเป็นสำคัญ !
            ภาพลักษณ์ดังกล่าว มีผลต่อการส่งเสริมกิจกรรมด้านการกีฬา
ให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ ให้มีแรงบันดาลใจที่จะฝึกฝนพัฒนาทักษะของตัวเอง
ให้ไปสู่ความเป็นมืออาชีพ โดยมีนักเตะรุ่นพี่ที่มีคุณสมบัติที่ดี
และประสบความสำเร็จเป็น Idol

            เมื่อ ศูนย์กลางของกิจกรรม เกิดการพัฒนา
นำไปสู่การเล่นที่ เคารพกติกา อย่างมืออาชีพ
ส่งผลต่อผู้คนนับหมื่นที่นั่งรอบสนามพลอยถูกยกระดับรู้จักเคารพมีมารยาท
ในการชมการเชียร์ไปด้วย โดยไม่ต้องขอร้องให้เก็บอาวุธ!

            นอกจาก i-Mobile Stadium   แล้ว
บุรีรัมย์ยังมีสนามแข่งรถมาตรฐานอย่าง Moto GP เรียกแขกมาเที่ยวบ้านอีกมหาศาล

            เศรษฐกิจสะพัดทั้งเมือง! 
            เมื่อผู้คนนับหมื่นนับแสนหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ
สู่  Stadium แห่งความบันเทิง  กระแสเงินสะพัดไปทั่วสาระบบ
ของการซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน สินค้า บริการ ฯลฯ  

            สิ่งที่น่าสนใจ คือ CEO เจ้าของสนามไม่เหมาคนเดียว!
i-mobile Stadium ทำให้เกิดการกระจายรายได้  
โดยแนวคิดและการจัดการผลประโยชน์  ให้ปันไปในทุกภาคส่วน
            ภายในสนาม ถูกจัดสรรพื้นที่ให้แก่ร้านค้า 
ที่มูลค่าครึ่งหนึ่งของบัตรเข้าชม สามารถนำไปแลก  อาหาร เครื่องดื่ม
จากร้านค้าในสนามได้!  แบบนี้ ใครจะไม่รักเจ้าของสนาม! 
            ผลประโยชน์ร่วมเกิดขึ้นในทุกระดับ ร้านค้าระดับใหญ่ กลาง ร้านเล็กร้านน้อย
มีส่วนแบ่งการตลาดตามกำลัง  ผู้คนได้รับการจ้างงาน ... ฯลฯ

            สามารถกล่าวได้ว่า กิจกรรมเหล่านั้น ก่อให้เกิดพลวัตในหลายมิติ 
โดยเฉพาะเศรษฐกิจโดยรวมถูกปลุกให้ตื่นจากหลับไหล
มีชีวิตชีวาจากการเดินทางแสวงหาความบันเทิง ของผู้คนจากทั่วทิศ

            บุรีรัมย์ ! ภูมิลำเนาเมื่อวัยเยาว์ของ CEO ผู้บุกเบิก i-mobile Stadium
ที่เพื่อนๆ ในชั้นเรียนเมืองหลวงไม่เคยรู้จัก!
            แต่วันนี้, ชาวกรุงฯ ต้องเดินทางมุ่งหน้าสู่ “บุรีรัมย์” ไม่ขาดสาย !


            นับได้ว่าเป็นแนวความคิด และความสามารถในการจัดการ ทรัพยากรต่างๆ
ได้น่าสนใจไม่น้อย ! ในรูปแบบที่เรียกว่า Buriram Standard 
ซึ่งแตกต่างจาก Thailand Standard ที่เราชินชา!
กับความอะไรก็ได้ ที่ไม่ใส่ใจความถูกต้อง แต่ถือเอาความถูกใจเป็นใหญ่!


Cr. เรื่องฝากจากนักเดินทาง

5 กรกฎาคม 2560
 


วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

กำจัดทุกข์เข็ญของบ้านเมือง ด้วย “พุทธมนต์”


            เมื่อบ้านเมืองเกิดทุกข์เข็ญ  โบราณกาลแก้ไขทุกข์ประเทศอย่างไร

ในสมัยพุทธกาล ...
            กรุงเวสาลี เกิด ทุกข์เข็ญด้วย...
ทุพภิกขภัย : เกิดภัยแล้ง ไร่นาเสียหาย ผู้คนอดอยาก
อมนุสสภัย : ภัยจากอมนุษย์ เช่น ภูตผี ปีศาจ ... ฯลฯ
และ โรคระบาด  ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก

            ครั้งนั้นผู้ปกครองเมืองเวสาลี คือ เหล่ากษัตริย์ลิจฉวี  ได้ปรึกษาหารือ 
และได้ลงความเห็นว่า ควรไปกราบทูลนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
ให้พระองค์เสด็จมากรุงเวสาลี เพื่ออาศัยมหากรุณาและอานุภาพแห่งพุทธานุภาพ 
กำจัดภัยทั้งหลายให้ระงับไป



            เมื่อกราบทูลนิมนต์แล้ว  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เสด็จมาทางแม่น้ำคงคา 
เมื่อถึงเขตแดนของกรุงเวสาลี  กษัตริย์ลิจฉวี  ก็เสด็จออกไปรับพระพุทธองค์ที่แม่น้ำคงคา  
ในบัดนั้นฝนโบกขรพรรษได้ตกลงมา ซากศพทั้งหลายถูกพัดพาออกไปทางแม่น้ำคงคา  
บ้านเมืองได้รับการชำระล้าง  ผืนดินสะอาดสะอ้าน

            เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จถึงประตูเมือง  
ทรงให้พระอานนท์ เรียนรัตนสูตร แล้วโปรดให้ทำน้ำพุทธมนต์  
ไปประพรมทั่วพระนคร เพื่อกำจัดอุปัทวะทั้งหลายให้หมดสิ้นไป
เมืองเวสาลี ก็กลับสู่สภาวะปกติสุข อีกครั้ง


           
            ปัจจุบัน  แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว  
แต่พุทธานุภาพของพระพุทธองค์  ยังคงมีมหาอานิสงส์ 
ดังเช่นที่พระองค์ทรงพระชนม์ชีพอยู่
ในยามที่บ้านเมืองเกิดทุกข์เข็ญ  เช่นสภาวะที่กำลังเผชิญอยู่นี้

            แทนที่  จะสูญเสียเวลาไปกับการพร่ำบ่น ว่าร้าย สร้างวาทกรรมอกุศล ต่างๆ นานา
ซึ่งรั้งแต่จะ เป็นบ่อนฉุดดึงจิตใจผู้คนในบ้านเมืองให้ตกต่ำย้ำแย่ลงไปเรื่อยๆ …
ไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย  ล้วนแต่เกิดความเสียหายกับทุกฝ่าย

            สู้เอาเวลา กำลังกาย กำลังใจ มาร่วมแรงร่วมใจกันอาราธนาพุทธานุภาพ
ด้วยผ่านการเจริญพุทธมนต์  คือ สวดมนต์  ที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้ไว้
เพื่ออาศัยพุทธานุภาพอันกอรปด้วย มหาบริสุทธิคุณ มหาปัญญาธิคุณ มหากรุณาธิคุณ
มาช่วยกำจัดอุปัทวะทุกข์ภัยความยากลำบากทั้งหลายในบ้านเมือง  ให้ระงับสลายไป
            ดีกว่าไหม ?

            อนึ่ง  การสวดมนต์ นั้น ถือว่าเป็น  กุศลที่ทำได้ง่ายมาก 
เพราะ ใช้เวลาไม่นาน ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะ  จะสวดคนเดียว สวดหลายคน ก็ได้... 
จะสวดที่บ้าน หรือที่ทำงานก็ได้  เด็กๆ จะสวดที่โรงเรียน ก็ได้ ... 
ไม่ต้องมีอุปกรณ์หรือขั้นตอนอะไรซับซ้อน ... ฯลฯ

            ให้เป็นกิจกรรมของพลังงานบวก ที่เป็นแหล่งของกระแสดีๆ ในบ้าน ในชุมชน
ในสังคม  และขยายไปในบรรยากาศของบ้านเมืองทั่วประเทศ  ให้พลังบวกจากพุทธมนต์  
เปลี่ยนกระแสลบทั้งหลายที่มีอยู่ในชุมชน ในสังคม ในบ้านเมืองเรา ให้เป็นกระแสแห่งกุศล  ...  

อย่างนี้  จะสร้างสรรค์  และมีอานิสงส์เป็นที่พึ่งได้
เหมือนดังเช่นในสมัยพุทธกาล


สวดมนต์บทไหน ... พรุ่งนี้ มาว่ากันต่อครับ  



ชาวศิวิไลซ์
3  กรกฎาคม พ.ศ. 2560  
-------------------------------


 ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ต้นกำเนิดการทำน้ำพระพุทธมนต์ 



           

         

วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ทำสิ่งใด ก็เพราะเห็นประโยชน์ ในสิ่งนั้น



เพราะเป็นประโยชน์ของการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย 
เราจึงเลือกอาหารที่มีคุณค่าและปลอดภัยต่อสุขภาพ
แต่หลายคนก็ไม่แคร์ และอะไร ยังไง ก็ได้ อิ่มอร่อย ก็
OK!
สุดท้ายก็อ่อนแอเจ็บป่วยง่าย

เพราะเห็นประโยชน์ของการออกกำลังกาย  เราจึงออกกำลังกาย
แต่ก็มีหลายคนที่ขี้เกียจออกกำลังกาย

เพราะเห็นประโยชน์ของความรู้  เราจึงมุ่งมั่นร่ำเรียนตั้งแต่เด็กถึงโต
และ แม้ทุกวันเวลาในชีวิตเราต่างก็ขวนขวายหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเองเสมอ

แต่ก็มีหลายคนที่แม้ได้โอกาส แต่ก็ไม่เอาใจใส่

เพราะเห็นประโยชน์ของการให้ 
สาธุชนจึงบริจาคทาน
เพราะเห็นประโยชน์ของการสวดมนต์ เจริญภาวนา
สาธุชนจึงสวดมนต์ จึงเจริญภาวนา
เพราะเห็นประโยชน์ของการเป็นกัลยาณมิตร
สาธุชนทั้งหลายจึงชักชวนมิตรสหายมา...คิดดี พูดดี ทำดี
เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ทั้งส่วนตน  และส่วนรวม

ท่านทั้งหลาย,
ทำไมเราไม่ตรองถึงคุณประโยชน์ในคำสอนของพระพุทธองค์ให้ท่องแท้
แล้วทำประโยชน์นั้นให้เกิดขึ้น เพื่อเกื้อกูลตนเอง และส่วนรวม
ด้วยการให้ทาน  ด้วยการเคารพในศีล ด้วยการรักษาใจให้สงบเป็นสันติ



ด้วยรัก,
ชาวศิวิไลซ์
30  พฤษภาคม 2560


วันพุธที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

รวยแน่! แต่จะเป็นโรคเลือด! และอายุสั้น!


ครั้งหนึ่ง, ผมได้ฟังมาว่า ...
มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ( ไม่แจ้งนามและโคตร )
ปุจฉา กับ นักปราชญ์รัตตัญญู ว่า ... 

รายได้ของเขานั้นส่วนหนึ่งมาจาก  เงินเดือนตามระเบียบราชการ
แต่ส่วนใหญ่ มาจาก เส้นทางลับลวงพราง  ซึ่งเขาก็รู้ว่า...นี้คือ ความไม่สุจริต
แต่ด้วยจิตสำนึกด้านดี,
ข้าราชการผู้นั้น ก็ได้แบ่งเงินจำนวนหนึ่ง ไปบริจาคในการกุศล ต่างๆ

ปุจฉา
:  เขาจะได้รับผลจากการนำเงินที่ได้มาโดยไม่สุจริต ไปบริจาคเพื่อการกุศล
นั้นอย่างไร ?

นักปราชญ์ผู้รัตตัญญู
วิสัจฉนา
:
คุณจะได้รับผล 3 ประการ อย่างแน่นอน ดังนี้
            1. ในกาลภายหน้า คุณจะร่ำรวย มีทรัพย์มาก
            2. คุณจะเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับเลือด
            3. คุณจะอายุสั้น 

------------------------------




 เพื่อนผมเคยกล่าวไว้ว่า ...
Life was made by Choices
ต้องการให้ชีวิตเราเป็นอย่างไร  เราเป็นคนเลือกเอง
!
ไม่ใช่ดวงดาว, หรือใครทั้งสิ้น!

ซึ่งมันก็มีอยู่แค่ 2 ทางให้เราเลือกง่ายๆ
คือ... ดี กับ ชั่ว, ถูก กับ  ผิด, ควร กับ ไม่ควร ...

เอาความกล้าหาญออกมาใช้!,
ขอให้รอดพ้นจากขนมผสมยาพิษของซาตาน,นะครับ




ชนะ หรือ แพ้ เป็นปลายทางที่เลือกได้
3 พ.ค. 2560
ชาวศิวิไลซ์

วันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

รู้ครึ่ง หรือ รู้เท่า ก็เสียทั้งหมด!



เรื่องราวของ Money Game มีมาเป็นระยะนะครับ
ชีวิต, มีค่าใช้จ่าย ก็เข้าใจลึกซึ้งครับ
แต่ “ชีวิต” ก็มี “คุณค่า” มากกว่าที่จะเอาไปแลก
กับสิ่งที่ให้เพียง “มูลค่า” ที่ทำลาย "คุณค่า" ของตัวเองในที่สุด

ข้อที่ว่า 
Money Game จะกระทบในเชิงเศรษฐกิจ โดยรวม โดยย่อย อย่างไร ?
ส่วนใหญ่ก็น่าจะพอมองกันออก
ในทัศนะของผม, ผมว่า มันก็ไม่ต่างจาก บ่อนการพนัน รูปแบบหนึ่ง
!
นึกภาพ คาสิโน ก็ได้ครับ ... คนถือเงินเข้าไป แลกตัวกลาง(ชิป) เอาไปเล่นพนัน
แต่
Money Game ดูมีระบบคลับคล้ายคลับคลาว่ามีสินค้า มีแผนการตลาด ดูดีเผินๆ
แต่ถ้าดูกันจริงๆ แล้ว จะเห็นว่าเป็นเพียงราคาโม้ล้วนๆ
ไม่มีเศรษฐกิจประเทศไหน หรือสังคมไหน ดีได้เพราะการพนัน หรือ
Money Game
หรือ การสร้างรายได้จากระบบการเงินลับลวงพราง ดังกล่าว

ความเสียหายทางเศรษฐกิจ, นับว่าเยอะไม่น้อย
แต่เมื่อเทียบกับความเสียหาย ที่เกิดขึ้นในทางจิตใจแล้ว
ผมจะนับว่านี้ ความเสียหายของแท้
! ที่คงจะเสียกันข้ามชาติ! เลยทีเดียว
ที่ไม่ว่า แมงเม่าตัวไหนบินเข้าไปในกระแส ไม่ว่าจะ ไม่รู้  รู้ครึ่ง หรือ รู้เท่า
ก็เสียหมด
! … คือ  นิสัยเสีย มาเต็ม!

ความอยาก ! เมื่อมีมาก จนกระทั้งนำพาตัวเองให้ไปทำในสิ่งที่ “ไม่สุจริต” ได้ !
ถือว่าเข้าขั้น  “โลภ”  
เมื่อ “โลภ” เข้ายึดพื้นที่ในใจได้ ...
สติ ปัญญา ความถูกต้องในการวินิจฉัย ก็เพี้ยนหมด
นิสัยเสีย...จะเกิดขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องมีใครไปสอนและไม่ต้องเสียเวลาฝึกฝน
- หาเหตุผล (ดราม่า) เข้าข้างตัวเอง ( เหตุผลว่า ทำไม ฉันจำเป็นต้องหาเงินด้วยวิธีนี้
!)
   เมื่อ เหตุผล เป็นเพียงข้ออ้าง ก็ไม่ต่างอะไร จากการ “โกหก”
!  โกหกทั้งตัวเอง โกหกคนอื่น
-
นิสัยเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ !  ไม่สนใจผลเสียหายที่จะเกิดขึ้น
ต่อทั้งส่วนตัว และ สังคมส่วนรวม ...
- เมื่อเห็นแก่ตัวแล้ว ... นิสัยดีอย่างอื่น ก็ค่อยๆ เสื่อมไป
!
เหมือนกลืนหายโดยไฟ คือ ความโลภ!


ดังกล่าวนั้น ผมยกมากล่าวเป็นเบื้องต้น ...
พอให้เห็นภาพ  ที่เหลือต่อจากนั้น ผมเชื่อว่าทุกคนมีปัญญาสามารถไตร่ตรองเองได้

ฉะนั้น,
คำถามง่ายๆ ก็ คือ แล้ว...คนโกหก และ คนเห็นแก่ตัว ...
จะมีพลังศักดิ์ศรี อันใดในการที่จะมาสร้างสิ่งที่ดี ให้แก่ตัวเอง และสังคมส่วนรวม ได้ครับ ?
อย่าบอกนะครับว่า การกระทำลับลวงพรางนั้น เพื่อนำมาสร้างชีวิตที่ดี
!

ขอยกอุปมาดังนี้ครับ ...
นายสมชาย, มี
น้ำดื่มอยู่ 1 ถัง ขนาด 5000 ลิตร
แต่ในถังนั้น มีซากหมาเน่า แมลงสาบตาย ตุ๊กแกอืด เห้...ยเสียชีวิต
กฎเหล็ก คือ นายสมชายต้องดื่มน้ำจากถังนั้น
! เท่านั้น! ทั้งหมด!

นางสาวสมใจ
, มีน้ำดื่ม 1 ลิตร เป็นน้ำสะอาด
กฎเดียวกันกับนายสมชาย,

สมใจ,สบายใจกว่าไหมครับ ?
ถามว่า สมใจ จะสามารถเพิ่มน้ำดื่มที่สะอาด ให้มีปริมาณที่มากขึ้นได้ไหม ?
ได้แน่นอน, ก็ในเมื่อ 1 ลิตร มาได้แล้ว ที่เหลืออีก 4999 ทำไมจะมาไม่ได้!? 

ไม่งง, กับการอุปมาของผมนะครับ
ผมกำลังจะบอกสิ่งง่ายๆ กับคุณ คือ ใครทำสิ่งใด ก็ต้องรับสิ่งนั้น
!

ระวังจะกลายเป็นแต่เพียง  กาฝาก ที่
เอาเปรียบพลังชีวิตดีๆ
ของทั้งตัวเอง และ สังคมส่วนรวม

หลักการ เหตุผล และ วิธีการ ที่ถูกต้อง ในการหาทรัพย์นั้นมีอยู่
เอาความฉลาดและความกล้าหาญออกมาใช้ในทางที่ถูกต้องดีกว่าครับ

มัน Proud
กว่าเยอะ ... หลับสบายใจ

ขนมหวานของซาตาน!, … ที่ถืออยู่ในมือขวางทิ้งไปเถอะครับ
ไม่ว่าจะอะไรหรือเท่าไหร่
 ; มันไม่มีทางคุ้ม! 

และแม้สิ่งที่คุณเรียกว่า “ได้”  ในที่สุดมันคือการ “สูญเสีย” ต่างหาก




“ทำดี”  ไม่มีคำว่าสาย
2 พฤษภาคม 2560
ชาวศิวิไลซ์